Tuesday, July 21, 2015

ล้มป่วยด้วยโรคอัมพฤกษ์อัมพาตมักจะ เกิดอาการเตือนมาก่อน

รายงาน ม.ดังในกรุงลอนดอน พบว่า ศึกษากับคนไข้อัมพฤกษ์ มักมีอาการสมองขาดเลือดเตือนมาก่อน โดยมักพ่วงกัยโรคความดัน หัวใจ และเบาหวาน

มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น ออนทาริโอ ในกรุงลอนดอน ได้พบข้อในการศึกษาว่า ผู้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต มักจะมีอาการสมองขาดเลือดชั่วคราวเตือนก่อน ทุก 1 ใน 8 ราย

ดร.แดเนี ยล จึ.แฮคคัม หัวหน้าคณะผู้ศึกษากล่าวว่า "ผลการศึกษาเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็น ที่จะต้องมีการประเมินภัยให้ดีขึ้น เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลมเสียก่อน" พร้อมกันนั้น เคยมีการศึกษาครั้งอื่นแสดงว่า อาจจะสามารถป้องกันการเกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา ลงได้มากถึงร้อยละ 80 หากว่าสามารถจัดการกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆลงอย่างเข้มงวด

คณะนักวิจัย ได้ศึกษากับคนไข้สาเหตุเนื่องมาแต่หลอดเลือดสมองผิดปกติทั้งหมด 16,400 ราย เคยมีประวัติเป็นอาการสมองขาดเลือดชั่วคราวมาก่อน 2,032 ราย หรือร้อยละ 12.4

ทั้งยังพบว่า ในรายที่ไม่เคยมีอาการเตือนมาก่อน เมื่อป่วยจะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ที่เคยมีอาการเตือน และมีหวังจะจบชีวิตลงที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ดี คนไข้เหล่านี้ ล้วนแต่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจอยู่ด้วยกันทั้งนั้น.

ครีมหน้าขาว ครีมหน้าใส ครีมหน้าเด้ง    

ในปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญของภาพลักษณ์มากกว่าความดีงาม   แพทย์ผิวหนังจึงจะต้องติดตามข้อมูลความรู้เรื่องผิวหนังให้ทันโลกเพราะมีการกล่าวอ้างประโยชน์ของการรักษาผิวพรรณด้วยวิธีต่างๆ   และมีครีมสารพัดชนิดออกมาให้ผู้บริโภคลองใช้     เนื่องจากการตลาดจะนำหน้าวิชาการเพราะทุกท่านต้องการฝืนธรรมชาติของตัวเอง   จึงมักโน้มเอียงไปกับโฆษณาชวนเชื่อ   แพทย์ผิวหนังจะต้องเป็นผู้ตอบคำถามของสังคมว่าดีจริงหรือเปล่า  นอกจากแพทย์ต้องติดตามความรู้ทางด้านการแพทย์   แพทย์ก็ยังต้องเข้าใจวิวัฒนาการของภาษาด้วย   เพราะนักการตลาดและนักโฆษณามักจะสรรหาคำศัพท์ที่ฟังแล้วกินใจหรือใช่เลยมาใช้   โดยสังคมยังมีความเข้าใจต่างกัน

                 ในระยะแรกเมื่อมีผู้บริโภคมาขอครีมหน้าขาว   ครีมหน้าใส   ครีมหน้าเด้ง   ผู้เขียนก็ไม่เข้าใจความหมายและคิดไม่ออกว่าลักษณะผิวหนังหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้วเป็นอย่างไร   หลังจากตามกระแสอยู่สักพักจึงพอเข้าใจ    แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าผู้อื่นจะมีความคิดเห็นขัดแย้งหรือไม่  ก็ขอขยายความให้ผู้อ่านซึ่งกำลังจะลองซื้อมาใช้พิจารณา

                ครีมหน้าขาว ( whitening   cream )  คือ   ครีมปรับสีผิวให้ขาวซึ่งส่วนสำคัญก็คือครีมกันแดด   โดยสารปกป้องแสงแดดจะดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตไว้ไม่ให้ไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี ( melanocyte )  สร้างสีผิวจะค่อยๆ ขาวขึ้น   ในบางตำรับอาจผสมกรดอ่อนๆ เช่น  AHA ( กรดผลไม้ )หรือ BHA  ช่วยผลัดผิวซึ่งมีปริมาณเม็ดสีเมลานินสูงออก   ส่วนวิตามินซีและอีในปริมาณสูง  อาจช่วยลดอนุมูลอิสระที่กระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี   แต่ในผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายมักมีปริมาณวิตามินต่ำประโยชน์จึงน้อยมาก   ดังนั้นถ้าหลบแดดได้ก็คงไม่จำเป็นต้องใช้ครีมหน้าขาว   แต่ถ้าอยากจะใช้ครีมกันแดดก็คงต้องหาข้อมูลที่ถูกต้องเพราะมีทั้งข้อดีและข้อเสียหลายประการ

                ครีมหน้าใส ( moisturizing  cream ) คือ  ครีมเพิ่มความชุ่มชื้น   ผิววัยรุ่นมีความชุ่มชื้นสูงและโปร่งแสง    เมื่อผ่านวัยรุ่นผิวหนังชั้นขี้ไคลอาจแห้งโปร่งแสงน้อยลงเพระเซลล์ผิวหนัง (keratinocyte ) ซึ่งสร้างหนังขี้ไคล   ในวัยกลางคนมีการสร้างสารเคอราตินผิดปกติ      ผิวหนังขี้ไคลติดแน่นผิวจึงไม่ลื่น   ไม่เรียบ  แห้ง   หยาบ   ขาดความชุ่มชื้น   ดังนั้นการใช้ครีมหน้าใสจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นที่ผิวหนังกำพร้าและแสงจะผ่านผิวได้ดีขึ้น      ส่วนการทำทรีทเมนต์ด้วยกรดผลไม้ลอกผิวที่แห้งหยาบออกอาจช่วยให้ผิวดีขึ้นเพียงชั่วคราวเพราะเซลล์ผิวหนังก็ยังคงสร้างเคอราตินแบบเดิมมาทดแทน   ส่วนกรดวิตามินเอพบว่าสามารถช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังได้บ้างในระหว่างทายาแต่ก็เพียงชั่วคราวเท่านั้น     ดังนั้นสารสำคัญที่เพิ่มความชุ่มชื้นในครีมหน้าใส  คือน้ำมันสกัดต่างๆ และสารอุ้มน้ำเช่น  อิลาสติน   คอลลาเจน  หรือกรดไฮยาลูโลนิค    บางตำรับอาจผสมวิตามินเอ  ซี  อี  และสารสกัดสมุนไพรต่างๆ  เพื่อให้เกิดความแตกต่างในครีมแต่ละชนิด   แต่ประโยชน์คงน้อยกว่าที่โฆษณามาก    ดังนั้นถ้าผิวแห้งก็ต้องหาเหตุว่าเป็นจากการใช้สารชำระล้างล้างมากไปหรือเปล่า      ควรทำความสะอาดแต่พอควร   และถ้าผิวยังแห้งก็เลือกใช้ครีมเพิ่มความชุ่มชื้น   ในราคาที่พอกับอัตภาพเพราะครีมเกือบทุกชนิดจะคล้ายกัน

                ครีมหน้าเด้ง ( firming  cream ) เด้งคงหมายถึงผิวเต่งตึงซึ่งเป็นผลจากเซลล์ไฟโบรบลาสต์      ( fibroblast ) ในชั้นหนังแท้   ในวัยรุ่นเซลล์จะสร้างใยคอลลาเจน   ใยอิลาสติก   และสารอุ้มน้ำ เช่น กรดไฮยาลูโลนิค สอดแทรกอัดแน่นในชั้นหนังแท้ทำให้ผิวเต่งตึง  เมื่อวัยสูงขึ้นคุณสมบัติและส่วนประกอบของสารดังกล่าวเสื่อมลงทำให้เกิดริ้วรอย    จึงมีผลิตภัณฑ์ Ne Ma LE Si ซึ่งกล่าวอ้างว่า   ลบริ้วรอยได้โดยผสมสารหลายขนิด เช่น  ครีมผสมคอลลาเจน   อิลาสติน   กรดไฮยาลูโลนิค  แต่สารเหล่านี้มีโมเลกุลใหญ่ไม่สามารถดูดซึมผ่านเข้าชั้นผิวหนังแท้ได้   จึงค้างอยู่ผิวภายนอกช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นเฉพาะในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น   ส่วนวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินซีและอี  เพื่อลดอนุมูลอิสระที่อาจทำอันตรายต่อเซลล์ไฟโบบลาสต์  หรือวิตามินเอและบี   ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์   ยังไม่มีข้อมูลยืนยันประโยชน์ของวิตามินดังกล่าว  แต่ถ้าเรามีภาวะโภชนาการปกติการเสริมวิตามินก็อาจมีประโยชน์น้อย    ปัจจุบันมีการผสมสมุนไพรสารพัดชนิดโดยหวังว่าอาจช่วยฟื้นฟูการทำงานของเซลล์   แต่ถ้าพิจารณาชนิดและปริมาณของสมุนไพรที่ผสมก็น้อยจนเกือบเท่ากับศูนย์   และยังไม่มีข้อยืนยันประโยชน์ทางด้านการแพทย์เช่นกัน   การใช้ครีมทาคงใช้เพื่อปลอบใจมากกว่า   ส่วนเทคโนโลยีใหม่   เช่น  แสงเลเซอร์   พลังงานวิทยุ  ก็ได้นำมาใช้ถูไกบนผิวหนังเพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์หรือการฉีดสารกระตุ้นสารพัดชนิดเข้าใต้ผิวหนัง ( mesotherapy )   ก็ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า   เซลล์ซึ่งเสื่อมตามอายุเมื่อดูดซับพลังงาน หรือสารต่างๆ    แล้วจะกลับฟื้นมาสร้างสารใหม่ได้หรือไม่   หรือในทางกลับกันการกระตุ้นอาจเร่งให้เซลล์เสื่อมเร็วขึ้นก็เป็นไปได้เช่นกัน  !

                ความเสื่อมของเซลล์ซึ่งเป็นเซลล์ส่วนใหญ่ในชั้นผิวหนัง คือ เซลล์ผิวหนัง  เซลล์สร้างเม็ดสีและเซลล์ไฟโบรบลาสต์เป็นไปตามอายุขัย   ปัจจัยซึ่งส่งเสริมมีส่วนเพียงเล็กน้อย เช่น  การรับประทานอาหารไม่ครบหมู่   หรือรับประทานมากเกินควรจะเพิ่มอนุมูลอิสระภายในเซลล์   หรือการเพิ่มมลภาวะด้วยครีมสารพัดชนิด   หรือการโดนแสงแดดจัดก็ทำให้ผิวหนังเสื่อมก่อนวัย   และความเครียดก็ยังเป็นปัจจัยทำให้ผิวเสื่อมก่อนวัยได้   ดังนั้นการทำใจก็อาจช่วยได้ผิวงามมากกว่าเติมแต่งด้วยครีมต่างๆ ได้เช่น

No comments:

Post a Comment